การออกข้อสอบวัดการคิดวิเคราะห์ (1)

  • PDF
  • พิมพ์
  • อีเมล

 

 

พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นการกระทำ ที่เกี่ยวกับ กระบวนการทางสมอง เช่น สติปัญญา (Intellectual) การเรียนรู้ (Learning) และ การแก้ปัญหา (Problem solving) ได้แบ่งระดับพุทธิพิสัยไว้ 6 ระดับ โดยเรียงจากระดับต่ำสุด ถึง ระดับสูงสุด ดังนี้

1. ความรู้ - ความจำ (Knowledge)

1.1 ความรู้ความจำในเนื้อเรื่อง (Knowledge of specifics)

  • ความรู้เกี่ยวกับศัพท์และนิยาม (Knowledge of terminology)
    เกี่ยวกับความหมายของศัพท์ นิยามหรือคำจำกัดความ สัญลักษณ์ หรือภาพอักษร และ เครื่องหมายต่าง ๆ
  • ความรู้เกี่ยวกับกฎและความจริง (Knowledge of specific facts)
    เกี่ยวกับ สูตร กฎ ทฤษฎี หรือสมมุติฐาน ขนาด จำนวน สถานที่ เวลา คุณสมบัติ วัตถุประสงค์ สาเหตุและผลที่เกิด ประโยชน์และโทษ และสิทธิหน้าที่

1.2 ความรู้ในวิธีดำเนินการ (Knowledge of ways and means of dealing with specifics)

  • ความรู้เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน (Knowledge of conventions)
    เกี่ยวกับแบบแผน ธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันต่อ ๆ มาในสังคม
  • ความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นและแนวโน้ม (Knowledge of trends and sequences)
    แนวโน้มที่เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนั้นเสมอ ๆ และขั้นตอนของการดำเนินการในเรื่องหรือสิ่งนั้น ๆ ที่ต่อเนื่องกัน
  • ความรู้เกี่ยวกับการจัดประเภท (Knowledge of classifications and categories)
    เกี่ยวกับชนิด ประเภทของสิ่งของและเรื่องราวต่าง ๆ ว่าอยู่ในหมวดหมู่ประเภทใด มีสิ่งใดที่เหมือนหรือแตกต่างจากพวก โดยยึดเกณฑ์หรือวิธีการใดเป็นหลัก
  • ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์ (Knowledge of criteria)
    เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินหรือตรวจสอบสรรพสิ่งต่าง ๆ ว่า ดี - เลว ถูก - ผิด ควร-ไม่ควร
  • ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ (Knowledge of methodology)
    วิธีการที่ใช้สำหรับการปฏิบัติงานนั้น ๆ ตามหลักวิชาการทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

1.3 ความรู้ความจำรวบยอด (Knowledge of universals and abstractions in the field)

  • ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชาและขยายหลักวิชา (Knowledge of principles and generalization)
    หลักการหรือความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ซึ่งเคยปรากฏจนสามารถนำมากล่าวสรุปรวบรวมเป็นความจริงทั่วไป
  • ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง (Knowledge of theories and structures)
    เกี่ยวกับคติและหลักการ จากของหลายสิ่ง หลายเนื้อหาที่สัมพันธ์กัน เป็นพวกเดียวกัน เพื่อจะค้นหาทฤษฎี และโครงสร้างที่เป็นตัวร่วมของสิ่งเหล่านั้น

2. ความเข้าใจ (Comprehension)

  1. การแปลความ (Translation)
    เป็นความสามารถในการแปลจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง ได้แก่ การแปลความหมายของคำและข้อความ การแปลความหมายของภาพและสัญลักษณ์ การแปลบทประพันธ์ สุภาษิตและคำพังเพย
  2. การตีความ (Interpretation)
    เป็นการสรุปความจากสิ่งต่าง ๆ มากกว่า 1 สิ่ง แล้วนำผลมาสรุป เป็นผลลัพธ์ใหม่อีกอย่างหนึ่งที่มีลักษณะแปลกไปจากของเดิม
  3. การขยายความ (Extrapolation)
    การขยายความเป็นการแปลความให้ไกลไปจากข้อมูลเดิม โดยมีข้อมูลหรือแนวโน้มเพียงพอ โดยการขยายความมี 4 แบบ คือ ขยายความแบบจินตนาการ แบบพยากรณ์แบบสมมุติ และแบบอนุมาน

3. การนำไปใช้ (Application)

การนำไปใช้ เป็นการนำเอาความรู้ความจำ และ ความเข้าใจในเรื่องราวใด ๆที่ตัวเองมีอยู่ ไปแก้ปัญหาที่แปลกใหม่ ปัญหาใหม่นั้น เป็นปัญหาที่ไม่สามารถนำสูตร กฎแก้ปัญหาได้โดยทันที จะต้องใช้ยุทธวิธีหลายอย่างในการแก้ปัญหานั้น

4. การวิเคราะห์ (Analysis)

  1. การวิเคราะห์ความสำคัญ (Analysis of element)
    เป็นการค้นหาคุณลักษณะเด่นของเรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดให้ เช่น ความเด่นของข้อความ ความสำคัญของเรื่อง ความนัยของคำพูดหรือกระทำต่าง ๆ วิเคราะห์ชนิด วิเคราะห์สิ่งสำคัญ และวิเคราะห์เลศนัย
  2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ( Analysis of relationships)
    เป็นการค้นหาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณลักษณะสำคัญใด ๆ ของเรื่องราวและสิ่งต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผล โดยที่สิ่งทั้งสองสิ่ง
  3. การวิเคราะห์หลักการ (Analysis of organizational principles)
    เป็นการค้นหาโครงสร้าง และ ระบบของวัตถุสิ่งของเรื่องราว และการกระทำต่าง ๆรวมกันอยู่ในสภาพนั้นได้เนื่องด้วยอะไร ยึดอะไรเป็นหลักเกณฑ์ หรือมีสิ่งใดเป็นตัวเชื่อมโยง

5. การสังเคราะห์ (Synthesis)

  1. การสังเคราะห์ข้อความ (Production of unique communication)
    เป็นการนำเอาความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ มาผสมกัน เพื่อให้เกิดข้อความ หรือผลิตผล หรือการกระทำใหม่ ที่จะสามารถใช้สื่อสารความคิดและอารมณ์ ระหว่างบุคคลกับผู้อื่นได้ เช่น การพูดชี้แจง การแต่งคำประพันธ์ การวาดภาพ และการแสดงต่าง ๆ
  2. การสังเคราะห์แผนงาน (Production of plan or proposed set of operation)
    เป็นการกำหนดแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การดำเนินการนั้น สำเร็จลุล่วงตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เช่น ท่านจะวางแผนการทำงานอย่างไรจึงจะได้เป็น
  3. การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ (Derivation of set of abstract relation)
    เป็นการนำเอาความสำคัญและหลักการต่าง ๆ มาผสมให้เป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มีความสัมพันธ์แปลกไปจากเดิม เช่น จงอธิบายปัญหาที่แท้จริงของการคอรัปชั่นในเมืองไทย

6. การประเมินค่า (Evaluation)

  1. การประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายใน (Judgement in term of internal evidence)
    เป็นการประเมินโดยใช้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เท่าที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวนั้น มาเป็นหลักในการตัดสิน เช่น จากเรื่องสามก๊ก ขงเบ้งเป็นคนอย่างไร
  2. การประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอก (Judgement in term of external criteria) 
    เป็นการตัดสินสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์อื่น ๆ ที่อยู่นอกเรื่องราวนั้น แต่มีความสัมพันธ์กับเรื่องนั้นเกณฑ์ภายนอกอาจจะเป็นเกณฑ์ทางสังคม เช่น คำว่า "สองหัวดีกว่าหัวเดียว" ท่านเห็นด้วยหรือไม่

 

ทักษะการคิด หมายถึง  ความสามารถในการคิดในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระบวนการคิดที่สลับซับซ้อน  ทักษะการคิดอาจจัดเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภทคือ
1.ทักษะพื้นฐาน (basic skills)  ได้แก่  ทักษะการสื่อความหมาย (communication skills)
ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (core or general thinking skills)
2.ทักษะการคิดขั้นสูง  หรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (higher order or more complexed   thinking skills)
ทักษะพื้นฐาน (basic skills)  หมายถึง  ทักษะการคิดที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นต่อการคิดในระดับที่สูงขึ้นหรือซับซ้อน  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทักษะการสื่อความหมายที่บุคคลทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการสื่อสารความคิดของตน

ทักษะการสื่อความหมาย
1.การฟัง (listening)
2.การอ่าน (reading)
3.การรับรู้ (perceiving)
4.การจดจำ (memorizing)
5.การจำ (remembering)
6.การคงสิ่งที่เรียนไปแล้วไว้ได้ภายหลังการเรียนนั้น (retention)
7.การบอกความรู้ได้จากตัวเลือกที่กำหนดให้ (recognizing)
8.การบอกความรู้ออกมาด้วยตนเอง (recalling)
9.การใช้ข้อมูล (using information)
10.การบรรยาย (describing)
11.การอธิบาย (explaining) 
12.การทำให้กระจ่าง (clarifying) 
13.การพูด (speaking)
14.การเขียน (writing)
15.การแสดงออกถึงความสามารถของตน

ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (core or general thinking skills) หมายถึง  ทักษะการคิด
ที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดำรงชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานของการคิดขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อน  
ซึ่งคนเราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนใช้ในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ

ทักษะการคิดที่เป็นแกน
1.การสังเกต (observing)
2.การสำรวจ (exploring)
3.การตั้งคำถาม (questioning)
4.การเก็บรวบรวมข้อมูล (information gathering)
5.การระบุ (identifying)
6.การจำแนก แยกแยะ (discriminating)
7.การจัดลำดับ (ordering)
8.การเปรียบเทียบ (comparing)
9.การจัดหมวดหมู่ (classifying)
10.การสรุปอ้างอิง (inferring)
11.การแปล (translating)
12.การตีความ (interpreting)
13.การเชื่อมโยง (connecting)
14.การขยายความ (elaborating)
15.การให้เหตุผล (reasoning)
16.การสรุปย่อ (summarizing)

ทักษะการคิดขั้นสูง  หรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (higher order or more complexed   thinking skills)
หมายถึง  ทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลายชั้นและต้องอาศัยทักษะการสื่อความหมายและทักษะการคิด
ที่เป็นแกนหลายๆ ทักษะในแต่ละขั้น  ทักษะการคิดขั้นสูงจึงจะพัฒนาได้เมื่อเด็กได้พัฒนาทักษะการคิดพื้นฐาน
จนมีความชำนาญพอสมควรแล้ว

ทักษะการคิดขั้นสูง

1.การสรุปความ (drawing comnclusion)
2.การให้คำจำกัดความ (defining)
3.การวิเคราะห์ (analyzing)
4.การผสมผสานข้อมูล (integrating)
5.การจัดระบบความคิด (organizing)
6.การสร้างองค์ความรู้ใหม่ (constructing)
7.การกำหนดโครงสร้างความรู้ (structuring)
8.การแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างความรู้เสียใหม่ (restructuring)
9.การค้นหาแบบแผน (finding patterns)
10.การหาความเชื่อพื้นฐาน (finding underlying assumption)
11.การคิดคะเน / การพยากรณ์ (predicting)
12.การตั้งสมมุติฐาน (formulating hypothesis)
13.การทดสอบสมมุติฐาน (testing hypothesis)
14.การตั้งเกณฑ์ (establishing criteria)
15.การพิสูจน์ความจริง (verifying)
16.การประยุกต์ใช้ความรู้ (applying)

ทักษะการคิดและกระบวนการคิดเป็นพื้นฐานสำคัญที่ใช้ในการเรียนการสอนไม่ว่าจะใช้  วิธีการสอน 
เทคนิคการสอนใดจะประสบผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้สอนและผู้เรียน  ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์  
สาระที่ 6  ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์  มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแก้ปัญหา  
การให้เหตุผล การสื่อสาร  การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ  การเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ 
ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยง คณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ  และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  ซึ่งเป็นปัญหา
อาจเป็นเพราะผู้สอนที่ไม่สามารถหาแนวทางในการกระตุ้นให้ผู้เรียนฝึกทักษะการคิด  หรือผู้เรียนขาดทักษะการคิด
แล้วจะทำอย่างไรเพื่อที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการคิดได้  ดังนั้นผู้สอนควรมีความรู้ในเรื่อง ทักษะการคิด
และกระบวนการคิดเพื่อจะได้นำความรู้ไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้  และสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
คือการวัดและประเมินผลด้านทักษะและกระบวนการ ควรมีการประเมินในระหว่างเรียนหรือขณะทำการสอนหรือ
ประเมินไปพร้อมกับการประเมินความรู้ในเนื้อหาวิชา

 

 
Free Joomla Templates by JoomlaShine.com